เส้นทางความสำเร็จของ CEO

จากคนก่อสร้าง..สู่เส้นทางกล้วยไม้ไทย “เจตน์ มีญาณเยี่ยม” รวยเป็นล้าน..ด้วย “รักและบ้า

วันที่ 25 มกราคม 2552 เวลา 00:00 น. |  จากคนก่อสร้าง..สู่เส้นทางกล้วยไม้ไทย “เจตน์ มีญาณเยี่ยม” รวยเป็นล้าน..ด้วย “รักและบ้า

เขากำลังง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์สั่งงานเมื่อเราไปหา สำนักงานอยู่ในซอยพุทธบูชา บนถนนพระราม 2 มีคนงานหลายคนกำลังทำการคัดแยกดอกกล้วยไม้หลากสี ทั้งขาว ม่วง เขียว และเหลือง
 
“กล้วยไม้ก็เหมือนคน จะทำให้ได้ดี จะปลูกให้สวย ก็ต้องรู้จักกล้วยไม้ ก็ต้องรู้จักตัวเอง” ผู้ชายคนนี้บอกถึงบางด้านจากความสำเร็จของธุรกิจปลูกกล้วยไม้ขาย อีกอาชีพต่อจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกจนได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย 2 สมัยแล้ว
 
ผู้ชายคนนี้…..“เจตน์ มีญาณเยี่ยม” @@@@
 
“ไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมาเป็นคนปลูกกล้วยไม้อย่างวันนี้” แต่เขาก็ทำมา 20 ปีกว่าแล้ว โดยพื้นเพเป็นคนนนทบุรี ขณะที่ภรรยา ศรีทิพย์ มีญาณเยี่ยม เป็นคนบางมด แหล่งปลูกส้มขึ้นชื่อในอดีต และเป็นอาชีพครอบครัวภรรยา ก่อนจะมาทำสวนกล้วยไม้ ตัวเจตน์เองตอนเรียนมหาวิทยาลัยเอเชียก็อยู่คณะวิศวกรรมโยธา แต่เมื่อจีบสาวรุ่นน้องทำให้ชีวิตคลุกคลีกับกล้วยไม้ไปด้วย และกลายเป็นจุดเปลี่ยน เมื่อแต่งงานกัน คุณแม่ภรรยาชักชวนให้ปลูกกล้วยไม้ เนื่องจากอยากให้ลูกทุกคนมีรายได้ที่มั่นคง นอกจากเงินเดือนประจำ
 
“แม่เค้าเห็นพี่ชายของเมียผมทำแล้วดี ก็เลยลงทุนให้ ตอนนั้นผมกับแฟนก็ทำงานประจำอยู่ ผมเป็นโฟร์แมนกินเงินเดือน 4,500 บาท ขณะที่แฟนเป็นครูได้ 2,000 กว่าบาท รายได้จากกล้วยไม้มากกว่าเงินเดือนผม 2 คนรวมกันอีก”
 
รายได้ดีซะขนาด นี้ ย่อมถือเป็นแรงจูงใจสำคัญ !!!
 
จากที่เฉย ๆ พอคลุกคลีมากเข้าก็หลงใหล จึงหาความรู้เพิ่มเติมตลอด จากสวนขนาด 1 ไร่ขยายไปเรื่อย ๆ จนมีฟาร์มกล้วยไม้ 200 กว่าไร่ ที่ อ.ดำเนินสะดวก ราชบุรี เรียกว่าเป็นฟาร์มระดับหัวแถวของไทยก็ว่าได้ แต่กับอาชีพดั้งเดิมของบิดาที่ต่อยอดมา ขณะที่แม่หาบเต้าฮวยขาย ทำให้เริ่ม   ก่อร่างสร้างตัวโดยเป็นกรรมกรรับค่าแรงวันละ 10 บาท และค่อย ๆ ขยับจนเป็นโฟร์แมน เปิดบริษัทรับเหมาของตนเองในที่สุด เจตน์ก็ยังรักอาชีพก่อสร้างจึงเป็นอีกอาชีพที่ผูกพัน
 
“โตมาในแคมป์ก่อสร้าง ส่วนงานกล้วยไม้ เป็นงานที่เติบโตได้ดี และจากประสบการณ์ทำให้รู้สึกว่าเป็นงานมีเกียรติ เวลาไปไหนมาไหน พอแนะนำตัว ก็จะได้รับความสนใจ มีคนเข้ามาคุยเรื่องกล้วยไม้เยอะแยะไปหมด ผมเลยรักอาชีพนี้ ไม่แพ้งานก่อสร้าง”
 
หนทางมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อพูดถึงการส่งออกที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ
 
เริ่มจากลูกค้าอิตาลี ที่เจ้าของร้านขายบัวแนะนำให้ แล้วมาคะยั้นคะยอให้ร่วมทำธุรกิจด้วยกัน “เค้าบอกว่าทำเถอะ ให้เวลาเดือนหนึ่ง จะกลับมาซื้อ จริง ๆ ตอนแรกไม่เอา ทำก่อสร้างก็ดีอยู่แล้ว แต่นิสัยผม กล้าได้กล้าเสีย ก็คิดว่าลองสักตั้ง วัดใจเค้า เดือนหนึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะทำก่อสร้างอยู่แล้ว”
 
ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น
 
“ล้มลุกคลุกคลาน มีหุ้นส่วนหลายคน ทำไปทำมาหุ้นส่วนก็เริ่มถอนหุ้น เราทุนน้อย ทุนล้านกว่าบาท ผมลงไปแค่ 25,000 ถือว่าหุ้นเล็กมาก เพราะเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ ตอนทำก็เจอเช็คเด้งบ้าง ลูกค้าค้างจ่ายบ้าง พอหลายรายเข้าเลยขาดสภาพคล่อง หุ้นส่วนก็เริ่มไม่อยากทำแล้ว จะขายหุ้นให้ แต่ผมไม่มีเงิน ก็เลยวิ่งกลับไปที่ลูกค้าอิตาลี บอกเค้าว่า ช่วยหน่อยได้มั้ย ซื้อขายเป็นเดือนต่อเดือน ถึงเวลายูโอนเงินมา เราส่งของให้ ไม่มีเครดิต ลูกค้าบอก โอเค เลยไปบอกหุ้นส่วนว่า ขอปีหนึ่ง จะคืนเงินให้”
 
นับจากนั้น เจตน์ก็เหมือนพยัคฆ์เสียบปีก !!!
 
“จุดแข็งผมคือการตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสีย ได้จากอาชีพก่อสร้าง แต่เลี้ยงกล้วยไม้ต้องประนีประนอม ใจเย็น ลงตัวพอดี เวลารัฐบาลเรียกไปประชุม ผมโต้ตอบแบบถึงพริกถึงขิง ทะเลาะกับอธิบดีก็เคย กับรัฐมนตรีก็เคย จนใครก็บอกว่าเราแรง”
 
ครั้งหนึ่งเกิดวิกฤติ เรื่องเพลี้ยไฟ  ขณะที่ไม่มีใครกล้าชน เขาลุยเลย เพราะปล่อยไปคนเลี้ยงกล้วยไม้จะมีแต่ตายกับตาย ! แต่ความกล้า ก็นำมาซึ่งภัย ทำให้ครั้งหนึ่ง ถูกแกล้งจากข้าราชการ จนส่งกล้วยไม้ไม่ได้
 
“ผมบุกไปถึงหน้าห้องข้าราชการคนนั้น พร้อมเอากล้วยไม้ไปเทหน้าห้อง ท้าให้มาตรวจดูว่ามีเพลี้ยไฟจริงหรือไม่ ผู้สื่อข่าวเต็มเลย สุดท้ายถูกขอร้องให้เคลียร์ให้จบ ๆ ไป ก็เลยจบ”
 
เจตน์ยังเป็นคนแรก ๆ ที่เทพื้นคอนกรีตในฟาร์มเป็นซีเมนต์ แทนที่จะปล่อยให้เป็นดินแฉะ ๆ อย่างสวน   เก่า ๆ ที่เราเคยเห็น ตอนนั้นคนหาว่าเขาเพี้ยน แต่ปัจจุบันกลายเป็นแนวทางใหม่ที่แพร่หลาย
 
“ทำงานสะดวกกว่าเดินบนพื้นแฉะ ๆ ต้องซื้อดินซื้อหินมาถมทุกปี สู้ทำครั้งเดียวไม่ดีกว่าหรือ ทั้งหมดเป็นวิธีคิดแบบคนก่อสร้างที่เอามาผนวกกับธุรกิจกล้วยไม้ ผมว่า ไม่ใช่ทุกคนต้องมานั่งปิดบังเก็บตัว พอคุณตาย ความรู้นั้นก็หายไปหมด สมัยก่อนใครเข้าสวนยังเข้าไม่ได้เลย แต่ผม ใครจะเข้าสวน ดูได้เลย ศึกษาอะไรบอก ผมคิดว่าความรู้นี้ไม่มีวันตาย มีแต่ต้องศึกษาเพิ่มและให้ความรู้คนอื่นด้วย”
 
ไม้หวายของเขาเพิ่งได้รับรางวัล Grand Champion จากจีนมา เป็นรางวัลที่คัดเลือกกล้วยไม้ระดับเหรียญทองมาประกวดกันอีกที เป็นรางวัลระดับ “แชมป์เหนือแชมป์” นี่ย่อมแสดงว่า เขารู้จริง
 
อนาคตกล้วยไม้ไทย ยังสดใส
 
กล้วยไม้ที่ขายทั่วโลก 5 แสนกว่าล้านต่อปี แต่ไทยส่งออกยังไม่ถึง 1% โอกาสจึงมีอีกมาก แค่ขยับไปเป็น 5% ก็ช่วยเศรษฐกิจไทยได้มากแล้ว เพราะตอนนี้มูลค่าส่งออกปีละ 3 พันกว่าล้านเฉพาะดอก ถ้ารวมต้นก็ 5 พันกว่าล้าน ส่งออกญี่ปุ่นเยอะ อเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย ก็มี แต่น่าสนสุดเป็นแถบเอเชีย ทั้งจีนและเวียดนาม
 
“กล้วยไม้ไม่มีวันตาย มีแต่ขึ้น หรือลง เราแค่ทำให้มีคุณค่า มีเสน่ห์ในการขาย แล้วก็มองจุดที่จะขายได้ คนนั้นก็จะพบความสำเร็จ กลยุทธ์คือทำอย่างไรให้ลูกค้ามั่นใจ เชื่อถือเรา เพราะถ้าเขาไม่เชื่อ พูดอะไรไป ตรวจสอบหมด เช็กแล้วเช็กอีก แทนที่จะได้กำไร ก็ไม่ได้ ถ้าทำอย่างที่บอกได้  เท่ากับเราขายตัวเองได้แล้ว กินไม่หมด” เจตน์กล่าว
      @@@@
 
ระหว่างที่สัมภาษณ์ ปรากฏว่ามีโทรศัพท์โทรฯเข้ามาหลายสายมาก แต่พอเจตน์เห็นเบอร์แล้วก็วาง ทำให้เกิดความสงสัย แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อเขาเฉลยว่า      “ลูกค้าโทรฯมาทวงของ แต่กล้วยไม้ไม่พอขาย ผมเลยต้องหลบ ๆ บ้าง ไม่อย่างนั้น เกรงใจเค้า เซลส์ต่อว่าเรื่อย เพราะต้องไปเบียดคิวคนอื่นมาให้”
 
ช่างน่าอิจฉาจริง-จริง !!!.

ชุติมา บูรณรัชดา
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ เรื่อง-ภาพ

เผยแพร่โดย : http://www.oknation.nationtv.tv/blog

Leave a Reply

%d bloggers like this: