นายเจตน์กับบทบาทอุปนายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย

อุตสาหกรรมส่งออกกล้วยไม้วอนรัฐเยียวยาพิษโควิด-19 ทำระบบหยุดชะงัก รายได้เป็นศูนย์

นายเจตน์ มีญาณเยี่ยม อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งทวีความรุนแรงและยาวนาน อีกทั้งยังไม่ปรากฏสัญญาณว่าการแพร่ระบาดจะมีแนวโน้มสิ้นสุดได้เมื่อไหร่นั้น ส่งผลให้ธุรกิจการส่งออกดอกกล้วยไม้ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต และผู้ส่งออก ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในวงจรธุรกิจกล้วยไม้ทุกระดับ เริ่มอ่อนกำลัง ขาดสภาพคล่องที่จะสามารถแบกรับภาระที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้

“ทุกวันนี้ดอกกล้วยไม้ที่ออกทั้งหมด ต้องตัดทิ้งอย่างเดียว เพราะทุกอย่างหยุดหมด ผู้ผลิตทุกรายขาดรายได้กันโดยทันที เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ส่งออกไม่สามารถพยุงและรักษาสถานภาพของธุรกิจให้ยืนหยัดต่อได้ ต้องบอกว่า เราอยู่กันไม่ได้แล้ว จึงอยากร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในการเยียวยาธุรกิจนี้ไม่ให้ล้ม แต่ขณะเดียวกัน เป็นการเตรียมตัวเพื่อพร้อมจะกลับคืนธุรกิจให้ประเทศไทยยังคงครองความเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจนี้ให้ได้เมื่อถึงวันที่สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม” อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย กล่าว

นายเจตน์ กล่าวอีกด้วยว่า จากการหารือร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ เห็นตรงกันว่า ภายในระยะเวลา 1 เดือนข้างหน้านี้ อยากให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาให้ความช่วยเหลือโดยด่วน โดยทางสมาคมมีข้อเสนอแนะเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยส่วนตัวได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา และเห็นว่าขณะนี้มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ขอให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐทั้งหมด หยุดพักชำระหนี้ชั่วคราวแก่บริษัทและผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ และหากมีการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ ให้ยกเว้นการนำเงื่อนไขต่างๆ มาเป็นเหตุในการปฏิเสธการพิจารณาการขอกู้ใหม่ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ โดยให้ระยะเวลาการผ่อนชำระคืนไม่ต่ำกว่า 5 ปี
 
2. ขออนุมัติวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แบบไม่มีเงื่อนไขเป็นกรณีพิเศษ ให้กับบริษัทผู้ส่งออกกลัวยไม้และเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ทั้งหมด วงเงินรายละไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกรณีพิเศษช่วงวิกฤตการณ์ส่งออกไม่ได้
 
3. ให้ยกเลิก หรือลดการนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของเจ้าของกิจการ/บริษัท/ผู้ส่งออกกล้วยไม้ จากร้อยละ 4 ให้เหลือร้อยละ 1
 
4. ลดการจัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลของบริษัท/ผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทยจากเดิมร้อยละ 20 เหลือเป็นร้อยละ 15 ภายในระยะเวลา 2-5 ปี จากนั้นจึงเข้าสู่ภาวะปกติตามเดิม
 
5. ลดการจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ในช่วงวิกฤตลงร้อยละ 50 ของการจ่ายจริง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
 
6. ขอการสนับสนุนช่วยเหลือค่าแรงงานร้อยะ 50 ให้กับบริษัท/ผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ ที่มีประวัติการขึ้นทะเบียนนำส่งเงินกองทุนประกันสังคม ทั้งนี้ เพื่อที่การรักษาแรงงานไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนา ซึ่งเป็นการลดการแพร่ระบาด และรักษาเศรษฐกิจให้คงอยู่ได้ในอนาคต
 
7. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว ในการรองรับการเติบโตของธุรกิจการส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย จึงเห็นควรให้ภาครัฐพิจารณายกเลิก แก้ไข ปรับปรุง มาตรการ ข้อกำหนด หรือข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการส่งออกดอกกล้วยไม้ทั้งระบบให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
 
8. ขอยกเลิกหรือลบข้อมูลเครดิตบูโรให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกและบริษัทผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทยทุกราย (ถ้ามี)
 
อย่างไรก็ตาม นายเจตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรและผู้ส่งออกทุกราย ต่างพยายามช่วยกันพยุงและรักษาสถานภาพของธุรกิจให้ยังคงยืนอยู่ได้ รวมทั้งมีความหวังที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปให้ได้ หากได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐตามที่ได้เสนอนี้ เชื่อว่าการพลิกฟื้นของธุรกิจการส่งออกดอกกล้วยไม้จะคืนกลับมาได้โดยเร็วภายหลังวิกฤตโควิด-19 ได้ผ่านพ้น และสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งทางสมาคมฯ พร้อมและยินดีที่จะให้การสนับสนุนต่อนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่
 
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศผู้นำเข้าหลัก ได้แก่ จีน ยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นประเทศทีมีการแพร่กระจายและการติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมาก

เผยแพร่โดย : http://www.sanook.com/news

Leave a Reply

%d bloggers like this: